twitter
rss

ค้นหาบทเรียน

นักศึกษาที่ติดตามบทเรียน

English for Learning of Information: ประชาสัมพันธ์วันที่ 6-12-54

ให้นักศึกษาติดตามเนื้อหาบทเรียนเพิ่มเติมในแต่ละวันซึ่งจะทยอยเอาเนื้อลงในเว็บบล๊อก ส่วนแบบฝึกหัดที่ให้ไปทั้งในเว็บ (Unit 3) และ Unit 1-2  ให้ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในชีทได้  และนัดเรียนซ่อมเสริมนักศึกษาทุก Section  วันเสาร์นี้ เวลา 09:00 น. ห้องบรรยาย อาคาร 2 ชั้น 2  ตรงกับห้องพักอาจารย์หน้าโรงอาหารใหญ๋

โปรดโพสต์บอกเพื่อนทุกคนให้ทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 6-12-54
อ.จิดาภา

ก่อนอื่นอาจารย์ว่าเรามารู้จักกันก่อนดีกว่านะคะว่ามันคืออะไร

Affixation  คือ การนำเอา prefixes มาเติมเข้าข้างหน้ารากศัพท์  (roots)  หือ suffixes มาเติมข้างหลัง root words เพื่อให้เกิดคำใหม่  ซึ่งอาจจะเป็ฯคำนาม (noun) คำกริยา (verb) คำคุณศัพท์ (adjective) หรือคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) ก็ได้ กระบวนเหล่านี้เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การสร้างคำ Word Formation

ฉะนั้นการสร้างคำ หรือ Word Formation ต้องทำไงละคะมาดูกัน

เรามาดูส่วนประกอบของคำก่อนว่ามีแค่ 3 ส่วน

1.  Prefix  คือ คำหรือพยางค์ที่ใช้เติมหน้า Root (รากศัพท์)
2.  Suffix  คือ คำหรือพยางค์ที่ใช้เติมหลัง Root (รากศัพท์)
3.  Root  คือ  รากคำ หรือ ฐานของคำที่ prefix และ suffix มาเติมเข้าไป

How to use an English-English Dictionary

สิ่งที่เราจะได้จาก English-English Dictionary

1.  Guide Word   คือ ตัวชี้แนะคำ 
เป็นคำที่พิมพ์เป็นตัวหนาด้านบนซ้าย หมายถึงคำแรกของหน้านั้น และ ตัวหนาด้านบนขวา คือคำที่อยู่รายการสุดท้ายของหน้า  เพื่อให้เราหาคำศัพท์ได้เร็วขึ้น เราก็จะดูแค่ตัว guide word ซ้าย  ขวา นี้ก็พอแล้ว


2.  Spelling   หรือบางทีก็เรียกว่า  Division of syllables คือ  การแยกตัวสะกด จะมีการแบ่งพยางค์ของคำๆ นั้นไว้ให้ เช่น dis-ad-van-tage คำๆ นี้ มี 4 พยางค์ค่ะ
     ทำไมต้องแยก ก็เพื่อให้เราเว้นวรรคในการอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง ว่าคำนั้นเว้นวรรคที่พยางค์ไหน และคำนั้นมีกี่พยางค์  เช่น  ac-count-able  =  3 syllables  หรือแยกได้ว่าคำนี้มี 3 พยางค์คะ ก็จะเหมือนการแจกลูกในภาษาไทยเรานั่นไงคะ

2.  Definitions   คือ คำจำกัดความของคำศัพท์นั้นๆ ที่เราต้องการจะหา 
     ถ้ามีมากกว่าหนึ่งความหมาย เค้าก็จะมีตัวเลขบอกความหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละความหมาย บางคำที่หน้าที่ และความหมายแตกต่างกัน  แต่สังเกตง่ายๆๆ ถ้ามีความหมายเดียวก็จะไม่มีตัวเลขกำกับคะ

3. pronunciations วิธีการออกเสียง
ถ้าคำศัพท์นั้นๆ มีวิธีการออกเสียบแบบ
British English กับแบบ American English ไม่เหมือนกัน เขาก็จะกำกับวิธีการออกเสียงของทั้งสองแบบเอาไว้ให้ค่ะโดยจะใช้ IPA (International Phonetic Alphabet) คือสัญญลักษณ์ในการออกเสียงมากำกับไว้ เพื่อเราจะได้ออกเสียงได้อย่างถูกต้อง 
เช่นคำว่า dirty /'dз:ti; AmE 'dзr:ti/ ซึ่งก็คือ คำว่า dirty ในการออกเสียงแบบ British English ไม่ออกเสียง r, แต่ออกเสียง r ใน American English นั่นเองค่ะ

3.  Part of speech จะบอกว่า คำศัพท์นั้นๆ ทำหน้าที่อะไรได้บ้าง ดูตัวอย่างนี้นะคะ
dirty / adj., verb, adv. ในที่นี้คำว่า dirty สามารถเป็นได้ทั้ง adjective, adverb, และ verb ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ตรงไหนของประโยคค่ะ อันนี้ต้องดูที่รูปประโยคประกอบค่ะ

5. บอก special grammatical features   บอกหน้าที่อื่นๆ ของแกรมม่า
เช่น คำว่า advice (U) [uncountable] นามนับไม่ได้
 C = Countable  นามนับได้   Pl.  = Plural  พหูพจน์

6. บอก idiom  หรือคำที่นำไปทำเป็นสำนวน
เช่น คำว่า time มี idiom ที่ใช้คำว่า time อยู่หลายคำด้วยกัน เช่น and about time, ahead of behind time, ahead of your time, all the time, the whole time, at all times, at the best of times.

7. Example Sentence  มีประโยคตัวอย่างประกอบ
เพื่อให้เรานำคำศัพท์ไปฝึกใช้ให้ถูกต้อง และให้เราได้เข้าใจความหมายของคำศัพท์มากยิ่งขึ้น   เช่น
We finished 15 minutes ahead of time.

8. บอก synonyms (คำเหมือน)   และ antonyms  (คำตรงข้าม)   เช่น located : syn = situated.
เพื่อที่จะให้เราได้ทราบคำศัพท์อื่นๆ ที่มีความหมายเหมือน หรือตรงกันข้าม ทำให้เราได้ทราบศัพท์เพิ่มขึ้น ซึ่งบางเล่มใช้คำเหมือน synonyms ว่า also, see also, similar to  และคำว่าตรงข้าม antonyms บางครั้งก็ใช้คำว่า opp. (opposite) 

9. Stylistic Values  บอกลักษณะการใช้งานว่าเป็น formal (ภาษาทางการ) , informal(ภาษาแบบไม่เป็นทางการ), spoken (ภาษาพูด หรือภาษาปาก), technical(ศัพท์เทคนิค) เป็นต้นค่ะ
10.  Origin of the Word  คือการบอกที่มาของคำศัพท์ เช่น  ตัวย่อ L  คือมีที่มาจากภาษาลาติน  GK คือมีที่มาจากภาษากรีก  OF คือ old French ภาษาฝรั่งเศษในสมัยโบราณ เป็นต้น