twitter
rss

ค้นหาบทเรียน

นักศึกษาที่ติดตามบทเรียน



การทำข้อสอบ Reading passage
ในการทำข้อสอบ Reading และ Cloze Test ที่แน่นอนที่สุดนักเรียนต้องรู้ศัพท์ในระดับหนึ่งที่ นักเรียนม.ปลายควร ทราบที่สำคัญ คนอ่านเก่ง - นักคาดการณ์ : กล้าคิด กล้าเดาโดยใช้เหตุผล / ตรรกศาสตร์                                       โดยทั่วไปธรรมชาติของนักเรียนหรือนักพูดที่ชำนาญการจะใช้ประโยคแรกในการจูงใจให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังติดตามฉะนั้น Paragraph แรก และประโยคแรก จึงมักเป็นประโยคกุญแจเปิดสู่เนื้อหาต่อไป
             อย่าแปลเป็นตัวๆ
                1. การแปลแบบทื่อๆ เหมือนภาพสี่เหลี่ยมแบนๆ    
                 2. การแปลพร้อมความหมายแฝง เหมือนภาพสี่เหลี่ยม 2 มิติ   
                3. ถ้าการแปลนั้นประกอบด้วยการตีความแบบนักวิเคราะห์ เหมือนภาพสี่เหลี่ยม 3 มิติ
               ระหว่างแปล พยายามวงคำที่เราคิดว่าเป็น Key Word โดยสังเกตได้จากเนื้อเรื่องที่อ่านจะสนับสนุนคำๆ นั้น
วิเคราะห์แนวคำถามข้อสอบ Reading Passages
            ใน Reading Passages แต่ละเรื่องแม้ว่าจะมีคำถามหลายข้อ แต่สามารถจัดหมวดหมู่ที่ผู้ออกข้อสอบต้องการประเมิน ความรู้เราได้กว้างๆ 5 หัวข้อ
        1. Main Idea : คำถามที่ถามถึงความคิดหลักของประโยคหรือบางทีถามถึงชื่อเรื่อง Title ทุกครั้งที่อ่านเนื้อเรื่องจึงต้อง หมั่นหา key word หรือ คำ วลี หรือประโยคซ้ำๆ กรุณาอย่าลืมความสำคัญของ paragraph แรกโดยเฉพาะประโยคแรกซึ่งมักจะ สื่อความคิดหลักของเนื้อเรื่องให้กับผู้อ่าน
         2. Reference : การอ้างอิง ข้อสอบมักจะถามว่า "he", "she", "it" (line 1) refers to... อ้างถึงอะไร วิธีการตอบคำถาม นี้คือให้เราถาม ตัวเองว่า Pronoun (สรรพนาม) นั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าเป็นเอกพจน์ให้นักเรียนกวาดสายตาไปประโยค ข้างหน้าและหานามเอกพจน์ ที่ใกล้ Pronoun มากที่สุด ถ้ามี 2 ตัวใกล้ๆ กันให้นำมาพิจารณาแปลดูว่าคำให้ประโยคมีความหมาย ดีกว่ากันให้เลือกคำนั้น
         3. Inference : การสรุป ในการอ่านขั้นวิเคราะห์หรือสรุปความนั้น นักเรียนที่แปลศัพท์เก่งอย่างเดียวใช่ว่าจะแปลข้อความ นั้นๆ รู้เรื่อง แต่เรา ต้อง ฝึกคิดใช้สามัญสำนึกหรือ common sense ในการคาดเดา หัดอ่าน หัดแปล หัดเดา โดยฝึกจากบทอ่าน ภาษาไทย เมื่อฟังผู้ใดพูดอะไรก็ หัดคาด เดาว่า ประโยค ต่อไปจะเป็นอะไร เมื่อฝึกอ่านเองก็ฝึกคิดว่าย่อหน้าต่อไปผู้เขียนต้องการ พูดอะไร คาดเดา ถูกบ้างผิดบ้างไม่ต้องหมด กำลังใจ แต่เรา จะค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ มิใช่ เพราะเราขาดทักษะหรือการฝึกฝน เปรียบเหมือนมีด เนื้อดีแต่ไม่หมั่นลับ พอซื้อหนังสือรวมเฉลยข้อสอบเอนทรานซ์มาอ่าน ทำถูกก็ดีใจ แต่ไม่ทราบว่าอาจตอบ ถูกโดยบังเอิญก็ได้ เพราะเรากำลังอ่านเพื่อไป check choice อย่างเดียว ฉะนั้นในการสรุปความเราควรฝึกสรุป ทุกย่อหน้า แม้ว่า ข้อสอบไม่ได้ถาม ก็ตาม เช่นเดียวกัน Pronoun นักเรียนควรฝึกหาว่า Pronoun นั้นๆ หมายถึงคำไหน เมื่อเราฝึกจนเคยชินเราจะ อ่านบทความ เข้าใจอย่างรู้จริง
          4. Detail : รายละเอียด ข้อสอบส่วนใหญ่จะวัดความจำกับความเข้าใจเชิงวิเคราะห์ตามหลักการออกข้อสอบ ข้อสอบวัด รายละเอียดเป็นข้อ- สอบที่จัดว่าง่าย เช่น คำถามจะวัดความเข้าใจในเนื้อเรื่องว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร ใคร ข้อสอบวัดรายละเอียดเป็น ข้อสอบที่ยากเมื่อถูกจำกัดด้วย เวลาและยิ่งอยู่ ู่ในการวัด ผลการเรียน ต่อในสถาบันอุดมศึกษา เราจะมีความกังวลทำให้จำอะไรไม ่ค่อยได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกทำ ข้อสอบ มากๆ วิธีที่ช่วยให้ ้เราประหยัด เวลาและอ่านอย่างมีจุดหมายได้ดีที่สุด คือ การอ่าน คำถามพร้อมขีดเส้นใต้คำที่สำคัญๆ ก่อนอ่านเนื้อเรื่อง ข้อสำคัญ คือในการฝึกอ่านเบื้องต้น เราไม่ควรจำกัดเวลาตัวเอง ควรรู้จริงโดย การหาประธานหากริยาแท้ให้ได้ หา Pronoun ได้ รู้จักใช้คำเชื่อม หรือคำสันธานเป็น ตัวชี้แนะ รู้จักสรุปในแต่ละ ย่อหน้า รู้จัก เชื่อมโยง ข้อสรุปในแต่ละย่อหน้า ควรฝึกจนชำนาญ แล้วจึงเริ่มจับเวลาในการอ่าน อย่าลืมว่าทำข้อสอบเก่งอย่างเดียวไม่พอต้อง เร็วด้วย เราจึง ควรใช้ ปากกาหรือดินสอขีดเขียนในเนื้อเรื่องเพื่อง่ายต่อการย้อน กลับมาอ่านใหม่ และควรใส่เลขหน้าข้อคำถามลงใน เนื้อเรื่องเพื่อเป็นการรักษาเวลา
            5. Vocabulary in context : คำศัพท์ที่ปรากฏในบริบทหรือข้อความข้างเคียง คำศัพท์ที่อยู่ในข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบ มิได้เจตนา วัดความสามารถในการจำคำศัพท์ของเรา หากแต่ต้องการดูความสามารถในการอ่านว่า เราสามารถใช้ข้อความข้างเคียง มาตัดสินความหมายของคำนั้นๆ ได้ไหม เพราะนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนต้องมีทักษะในการตีความของคำศัพท์เมื่อเรา อ่าน ตำราภาษาอังกฤษ (text) ฉะนั้นจึงเห็นว่าคนที่อาจเรียนอังกฤษไม่เก่งแต่เวลาอ่านกลับเข้าใจได้มากกว่า คนที่แม่นทั้งไวยากรณ ์และ คำศัพท์ เพราะคนผู้นั้นมีความรู้เก่าหรือภูมิหลัง (background) ในเรื่องที่อ่านนั้นๆ จึงคาดการณ์หรือคาดเดาได้ง่ายดายกว่า
       ฉะนั้นอย่ามองว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยยาก เพียงแต่เราต้องเรียนให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก การเรียนภาษาอังกฤษต้องค่อยๆ สะสม ฝึกปรือ มีความสนใจใฝ่รู้มิใช่จะสอบที่ก็มานั่งอ่านที ภาษาอังกฤษก็จะกลายเป็นเรื่องซับซ้อนและมีกฏเกณฑ์มากมาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเวลาเรา เรียนภาษาไทย เราพู้ภาษาไทยได้โดยไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ก่อน การเรียนแบบธรรมชาติเช่นนี้เรียกว่า การเรียนแบบค่อยๆ รับเข้ามาโดยโยงเข้ากับประสบการณ์จริง (acquisition) มิใช่เป็นการเรียนแบบในห้องเรียน (learning) ที่ขาดแรงจูงใจให้อยากใฝ่เรียนใฝ่รู้ทันทีที่ออกนอกห้อง
เทคนิคการอ่านเพื่อทำข้อสอบในเวลาที่กำหนด
1. อ่านหัวเรื่องที่ผู้เขียนให้มา และจดจำไว้ว่าหัวเรื่องที่ทำให้เราทราบว่าเรากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
2. อ่านคำถามและ choice แรกพร้อมขีดเส้นใต้คำที่เราคิดว่าสำคัญ โดยคำนึงถึงการรักษาเวลา ยิ่งเราจำคำถามได้แม่นยำเท่าไร เมื่อนักเรียนอ่านในเนื้อเรื่อง เราก็จะพบคำที่ปรากฏอยู่ในคำถามซึ่งทำให้เราสามารถกลับมาตอบคำถามได้ทันที คำถามข้อแรกๆ จะอยู่ในย่อหน้าแรกๆ คำถามกลางๆ จะอยู่ในย่อหน้ากลางๆ ส่วนคำถามท้ายๆ จะอยู่ในย่อหน้าท้ายๆ การอ่าน คำถามและ choice แรกจะทำให้เราสรุปความคิดกว้างๆ ได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร
3. เขียนเลขข้อคำถามลงในเนื้อเรื่อง หรือหน้าย่อหน้าที่คำถามนั้นถามถึงเพื่อเป็นการทำข้อสอบให้ได้ทันเวลา
4. จำไว้ว่าภาษามีความฟุ่มเฟื่อย ซ้ำๆ เราจึงไม่จำเป็นจะต้องแปลให้ได้ทุกคำ ในระหว่างอ่านควรนำความรู้พื้นฐานทั่วไปมาใช้ในการ พยากรณ์เนื้อเรื่องหรือฝึกสวมบทบาทว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเราต้องการสื่ออะรให้ผู้อ่านรับทราบ
5. ย่อหน้าแรกและประโยคแรกสำคัญมากและมักจะเป็น main idea หรือความคิดหลักของเรื่อง (แต่ไม่แน่เสมอไป) เมื่ออ่านเสร็จ ให้ลองฝึกสวมบทบาทดูว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเราจะเขียนหรือสื่ออะไรให้ผู้อ่าน เรื่องบางเรื่องสามารถใช้สามัญสำนึก ( common sense ) แต่งเรื่องเองได้ แต่เราถูกฝึกให้แปลมากกว่าให้วิเคราะห์จะทำให้เราสะดุดอยู่ในขั้นพยายามแปลโดยไม่นำความรู้พื้นฐาน ของเรามาใช้
6. สรุปแต่ละย่อหน้าและเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าเข้าด้วยกันจะเห็นว่าคำถามเกี่ยวกับ main idea ( ความคิดหลักของเรื่อง) และ purpose ( วัตถุประสงค์ในการเขียนเรื่อง ) จะหาได้ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความคิดหลักในแต่ละย่อหน้า เข้าด้วยกัน
7. ทุกครั้งที่พบคำสรรพนาม ( pronoun ) ต้องฝึกนิสัยคอยถามตัวเองว่าคำสรรพนามนี้หมายถึง ( refer to ) อะไรโดยตอบคำถาม ก่อนว่าคำสรรพนามนั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าคำสรรพนามนี้เป็นเอกพจน์ ให้กวาดสายตาไปประโยคที่นำหน้ามาก่อนและหา คำเอกพจน์ที่ใกล้คำสรรพนามนั้นมากที่สุด ถ้ามีตัวเดียวก็นำมาตัวเดียว ถ้ามี 2 ตัวให้นำมาพิจารณาด้วยการแปลดูว่าตัวไหน เหมาะสมมากกว่ากัน
8. คำใดปรากฏซ้ำๆ มักจะมีความสำคัญหรือไม่ก็เป็น main idea ของย่อหน้านั้นๆ หรือของเรื่องนั้นๆ

การทำข้อสอบ Reading passage

การทำข้อสอบ Reading passage
ในการทำข้อสอบ Reading และ Cloze Test ที่แน่นอนที่สุดนักเรียนต้องรู้ศัพท์ในระดับหนึ่งที่ นักเรียนม.ปลายควร ทราบที่สำคัญ คนอ่านเก่ง - นักคาดการณ์ : กล้าคิด กล้าเดาโดยใช้เหตุผล / ตรรกศาสตร์                                       โดยทั่วไปธรรมชาติของนักเรียนหรือนักพูดที่ชำนาญการจะใช้ประโยคแรกในการจูงใจให้ผู้อ่านหรือผู้ฟังติดตามฉะนั้น Paragraph แรก และประโยคแรก จึงมักเป็นประโยคกุญแจเปิดสู่เนื้อหาต่อไป
             อย่าแปลเป็นตัวๆ
                1. การแปลแบบทื่อๆ เหมือนภาพสี่เหลี่ยมแบนๆ    
                 2. การแปลพร้อมความหมายแฝง เหมือนภาพสี่เหลี่ยม 2 มิติ   
                3. ถ้าการแปลนั้นประกอบด้วยการตีความแบบนักวิเคราะห์ เหมือนภาพสี่เหลี่ยม 3 มิติ
               ระหว่างแปล พยายามวงคำที่เราคิดว่าเป็น Key Word โดยสังเกตได้จากเนื้อเรื่องที่อ่านจะสนับสนุนคำๆ นั้น
วิเคราะห์แนวคำถามข้อสอบ Reading Passages
            ใน Reading Passages แต่ละเรื่องแม้ว่าจะมีคำถามหลายข้อ แต่สามารถจัดหมวดหมู่ที่ผู้ออกข้อสอบต้องการประเมิน ความรู้เราได้กว้างๆ 5 หัวข้อ
        1. Main Idea : คำถามที่ถามถึงความคิดหลักของประโยคหรือบางทีถามถึงชื่อเรื่อง Title ทุกครั้งที่อ่านเนื้อเรื่องจึงต้อง หมั่นหา key word หรือ คำ วลี หรือประโยคซ้ำๆ กรุณาอย่าลืมความสำคัญของ paragraph แรกโดยเฉพาะประโยคแรกซึ่งมักจะ สื่อความคิดหลักของเนื้อเรื่องให้กับผู้อ่าน
         2. Reference : การอ้างอิง ข้อสอบมักจะถามว่า "he", "she", "it" (line 1) refers to... อ้างถึงอะไร วิธีการตอบคำถาม นี้คือให้เราถาม ตัวเองว่า Pronoun (สรรพนาม) นั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าเป็นเอกพจน์ให้นักเรียนกวาดสายตาไปประโยค ข้างหน้าและหานามเอกพจน์ ที่ใกล้ Pronoun มากที่สุด ถ้ามี 2 ตัวใกล้ๆ กันให้นำมาพิจารณาแปลดูว่าคำให้ประโยคมีความหมาย ดีกว่ากันให้เลือกคำนั้น
         3. Inference : การสรุป ในการอ่านขั้นวิเคราะห์หรือสรุปความนั้น นักเรียนที่แปลศัพท์เก่งอย่างเดียวใช่ว่าจะแปลข้อความ นั้นๆ รู้เรื่อง แต่เรา ต้อง ฝึกคิดใช้สามัญสำนึกหรือ common sense ในการคาดเดา หัดอ่าน หัดแปล หัดเดา โดยฝึกจากบทอ่าน ภาษาไทย เมื่อฟังผู้ใดพูดอะไรก็ หัดคาด เดาว่า ประโยค ต่อไปจะเป็นอะไร เมื่อฝึกอ่านเองก็ฝึกคิดว่าย่อหน้าต่อไปผู้เขียนต้องการ พูดอะไร คาดเดา ถูกบ้างผิดบ้างไม่ต้องหมด กำลังใจ แต่เรา จะค่อยๆ เริ่มเรียนรู้ มิใช่ เพราะเราขาดทักษะหรือการฝึกฝน เปรียบเหมือนมีด เนื้อดีแต่ไม่หมั่นลับ พอซื้อหนังสือรวมเฉลยข้อสอบเอนทรานซ์มาอ่าน ทำถูกก็ดีใจ แต่ไม่ทราบว่าอาจตอบ ถูกโดยบังเอิญก็ได้ เพราะเรากำลังอ่านเพื่อไป check choice อย่างเดียว ฉะนั้นในการสรุปความเราควรฝึกสรุป ทุกย่อหน้า แม้ว่า ข้อสอบไม่ได้ถาม ก็ตาม เช่นเดียวกัน Pronoun นักเรียนควรฝึกหาว่า Pronoun นั้นๆ หมายถึงคำไหน เมื่อเราฝึกจนเคยชินเราจะ อ่านบทความ เข้าใจอย่างรู้จริง
          4. Detail : รายละเอียด ข้อสอบส่วนใหญ่จะวัดความจำกับความเข้าใจเชิงวิเคราะห์ตามหลักการออกข้อสอบ ข้อสอบวัด รายละเอียดเป็นข้อ- สอบที่จัดว่าง่าย เช่น คำถามจะวัดความเข้าใจในเนื้อเรื่องว่า อะไร ที่ไหน อย่างไร ใคร ข้อสอบวัดรายละเอียดเป็น ข้อสอบที่ยากเมื่อถูกจำกัดด้วย เวลาและยิ่งอยู่ ู่ในการวัด ผลการเรียน ต่อในสถาบันอุดมศึกษา เราจะมีความกังวลทำให้จำอะไรไม ่ค่อยได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องฝึกทำ ข้อสอบ มากๆ วิธีที่ช่วยให้ ้เราประหยัด เวลาและอ่านอย่างมีจุดหมายได้ดีที่สุด คือ การอ่าน คำถามพร้อมขีดเส้นใต้คำที่สำคัญๆ ก่อนอ่านเนื้อเรื่อง ข้อสำคัญ คือในการฝึกอ่านเบื้องต้น เราไม่ควรจำกัดเวลาตัวเอง ควรรู้จริงโดย การหาประธานหากริยาแท้ให้ได้ หา Pronoun ได้ รู้จักใช้คำเชื่อม หรือคำสันธานเป็น ตัวชี้แนะ รู้จักสรุปในแต่ละ ย่อหน้า รู้จัก เชื่อมโยง ข้อสรุปในแต่ละย่อหน้า ควรฝึกจนชำนาญ แล้วจึงเริ่มจับเวลาในการอ่าน อย่าลืมว่าทำข้อสอบเก่งอย่างเดียวไม่พอต้อง เร็วด้วย เราจึง ควรใช้ ปากกาหรือดินสอขีดเขียนในเนื้อเรื่องเพื่อง่ายต่อการย้อน กลับมาอ่านใหม่ และควรใส่เลขหน้าข้อคำถามลงใน เนื้อเรื่องเพื่อเป็นการรักษาเวลา
            5. Vocabulary in context : คำศัพท์ที่ปรากฏในบริบทหรือข้อความข้างเคียง คำศัพท์ที่อยู่ในข้อสอบ ผู้ออกข้อสอบ มิได้เจตนา วัดความสามารถในการจำคำศัพท์ของเรา หากแต่ต้องการดูความสามารถในการอ่านว่า เราสามารถใช้ข้อความข้างเคียง มาตัดสินความหมายของคำนั้นๆ ได้ไหม เพราะนับเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่นักเรียนต้องมีทักษะในการตีความของคำศัพท์เมื่อเรา อ่าน ตำราภาษาอังกฤษ (text) ฉะนั้นจึงเห็นว่าคนที่อาจเรียนอังกฤษไม่เก่งแต่เวลาอ่านกลับเข้าใจได้มากกว่า คนที่แม่นทั้งไวยากรณ ์และ คำศัพท์ เพราะคนผู้นั้นมีความรู้เก่าหรือภูมิหลัง (background) ในเรื่องที่อ่านนั้นๆ จึงคาดการณ์หรือคาดเดาได้ง่ายดายกว่า
       ฉะนั้นอย่ามองว่าข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยยาก เพียงแต่เราต้องเรียนให้ถูกวิธีตั้งแต่แรก การเรียนภาษาอังกฤษต้องค่อยๆ สะสม ฝึกปรือ มีความสนใจใฝ่รู้มิใช่จะสอบที่ก็มานั่งอ่านที ภาษาอังกฤษก็จะกลายเป็นเรื่องซับซ้อนและมีกฏเกณฑ์มากมาย ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเวลาเรา เรียนภาษาไทย เราพู้ภาษาไทยได้โดยไม่ต้องเรียนไวยากรณ์ก่อน การเรียนแบบธรรมชาติเช่นนี้เรียกว่า การเรียนแบบค่อยๆ รับเข้ามาโดยโยงเข้ากับประสบการณ์จริง (acquisition) มิใช่เป็นการเรียนแบบในห้องเรียน (learning) ที่ขาดแรงจูงใจให้อยากใฝ่เรียนใฝ่รู้ทันทีที่ออกนอกห้อง
เทคนิคการอ่านเพื่อทำข้อสอบในเวลาที่กำหนด
1. อ่านหัวเรื่องที่ผู้เขียนให้มา และจดจำไว้ว่าหัวเรื่องที่ทำให้เราทราบว่าเรากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
2. อ่านคำถามและ choice แรกพร้อมขีดเส้นใต้คำที่เราคิดว่าสำคัญ โดยคำนึงถึงการรักษาเวลา ยิ่งเราจำคำถามได้แม่นยำเท่าไร เมื่อนักเรียนอ่านในเนื้อเรื่อง เราก็จะพบคำที่ปรากฏอยู่ในคำถามซึ่งทำให้เราสามารถกลับมาตอบคำถามได้ทันที คำถามข้อแรกๆ จะอยู่ในย่อหน้าแรกๆ คำถามกลางๆ จะอยู่ในย่อหน้ากลางๆ ส่วนคำถามท้ายๆ จะอยู่ในย่อหน้าท้ายๆ การอ่าน คำถามและ choice แรกจะทำให้เราสรุปความคิดกว้างๆ ได้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร
3. เขียนเลขข้อคำถามลงในเนื้อเรื่อง หรือหน้าย่อหน้าที่คำถามนั้นถามถึงเพื่อเป็นการทำข้อสอบให้ได้ทันเวลา
4. จำไว้ว่าภาษามีความฟุ่มเฟื่อย ซ้ำๆ เราจึงไม่จำเป็นจะต้องแปลให้ได้ทุกคำ ในระหว่างอ่านควรนำความรู้พื้นฐานทั่วไปมาใช้ในการ พยากรณ์เนื้อเรื่องหรือฝึกสวมบทบาทว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเราต้องการสื่ออะรให้ผู้อ่านรับทราบ
5. ย่อหน้าแรกและประโยคแรกสำคัญมากและมักจะเป็น main idea หรือความคิดหลักของเรื่อง (แต่ไม่แน่เสมอไป) เมื่ออ่านเสร็จ ให้ลองฝึกสวมบทบาทดูว่าถ้าเราเป็นผู้เขียนเราจะเขียนหรือสื่ออะไรให้ผู้อ่าน เรื่องบางเรื่องสามารถใช้สามัญสำนึก ( common sense ) แต่งเรื่องเองได้ แต่เราถูกฝึกให้แปลมากกว่าให้วิเคราะห์จะทำให้เราสะดุดอยู่ในขั้นพยายามแปลโดยไม่นำความรู้พื้นฐาน ของเรามาใช้
6. สรุปแต่ละย่อหน้าและเชื่อมโยงแต่ละย่อหน้าเข้าด้วยกันจะเห็นว่าคำถามเกี่ยวกับ main idea ( ความคิดหลักของเรื่อง) และ purpose ( วัตถุประสงค์ในการเขียนเรื่อง ) จะหาได้ถ้านักเรียนสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของความคิดหลักในแต่ละย่อหน้า เข้าด้วยกัน
7. ทุกครั้งที่พบคำสรรพนาม ( pronoun ) ต้องฝึกนิสัยคอยถามตัวเองว่าคำสรรพนามนี้หมายถึง ( refer to ) อะไรโดยตอบคำถาม ก่อนว่าคำสรรพนามนั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ถ้าคำสรรพนามนี้เป็นเอกพจน์ ให้กวาดสายตาไปประโยคที่นำหน้ามาก่อนและหา คำเอกพจน์ที่ใกล้คำสรรพนามนั้นมากที่สุด ถ้ามีตัวเดียวก็นำมาตัวเดียว ถ้ามี 2 ตัวให้นำมาพิจารณาด้วยการแปลดูว่าตัวไหน เหมาะสมมากกว่ากัน
8. คำใดปรากฏซ้ำๆ มักจะมีความสำคัญหรือไม่ก็เป็น main idea ของย่อหน้านั้นๆ หรือของเรื่องนั้นๆ

English for Learning of Information: ประชาสัมพันธ์วันที่ 6-12-54

ให้นักศึกษาติดตามเนื้อหาบทเรียนเพิ่มเติมในแต่ละวันซึ่งจะทยอยเอาเนื้อลงในเว็บบล๊อก ส่วนแบบฝึกหัดที่ให้ไปทั้งในเว็บ (Unit 3) และ Unit 1-2  ให้ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในชีทได้  และนัดเรียนซ่อมเสริมนักศึกษาทุก Section  วันเสาร์นี้ เวลา 09:00 น. ห้องบรรยาย อาคาร 2 ชั้น 2  ตรงกับห้องพักอาจารย์หน้าโรงอาหารใหญ๋

โปรดโพสต์บอกเพื่อนทุกคนให้ทราบโดยทั่วกัน
ประกาศ ณ วันที่ 6-12-54
อ.จิดาภา

ก่อนอื่นอาจารย์ว่าเรามารู้จักกันก่อนดีกว่านะคะว่ามันคืออะไร

Affixation  คือ การนำเอา prefixes มาเติมเข้าข้างหน้ารากศัพท์  (roots)  หือ suffixes มาเติมข้างหลัง root words เพื่อให้เกิดคำใหม่  ซึ่งอาจจะเป็ฯคำนาม (noun) คำกริยา (verb) คำคุณศัพท์ (adjective) หรือคำกริยาวิเศษณ์ (adverb) ก็ได้ กระบวนเหล่านี้เราเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การสร้างคำ Word Formation

ฉะนั้นการสร้างคำ หรือ Word Formation ต้องทำไงละคะมาดูกัน

เรามาดูส่วนประกอบของคำก่อนว่ามีแค่ 3 ส่วน

1.  Prefix  คือ คำหรือพยางค์ที่ใช้เติมหน้า Root (รากศัพท์)
2.  Suffix  คือ คำหรือพยางค์ที่ใช้เติมหลัง Root (รากศัพท์)
3.  Root  คือ  รากคำ หรือ ฐานของคำที่ prefix และ suffix มาเติมเข้าไป

How to use an English-English Dictionary

สิ่งที่เราจะได้จาก English-English Dictionary

1.  Guide Word   คือ ตัวชี้แนะคำ 
เป็นคำที่พิมพ์เป็นตัวหนาด้านบนซ้าย หมายถึงคำแรกของหน้านั้น และ ตัวหนาด้านบนขวา คือคำที่อยู่รายการสุดท้ายของหน้า  เพื่อให้เราหาคำศัพท์ได้เร็วขึ้น เราก็จะดูแค่ตัว guide word ซ้าย  ขวา นี้ก็พอแล้ว


2.  Spelling   หรือบางทีก็เรียกว่า  Division of syllables คือ  การแยกตัวสะกด จะมีการแบ่งพยางค์ของคำๆ นั้นไว้ให้ เช่น dis-ad-van-tage คำๆ นี้ มี 4 พยางค์ค่ะ
     ทำไมต้องแยก ก็เพื่อให้เราเว้นวรรคในการอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง ว่าคำนั้นเว้นวรรคที่พยางค์ไหน และคำนั้นมีกี่พยางค์  เช่น  ac-count-able  =  3 syllables  หรือแยกได้ว่าคำนี้มี 3 พยางค์คะ ก็จะเหมือนการแจกลูกในภาษาไทยเรานั่นไงคะ

2.  Definitions   คือ คำจำกัดความของคำศัพท์นั้นๆ ที่เราต้องการจะหา 
     ถ้ามีมากกว่าหนึ่งความหมาย เค้าก็จะมีตัวเลขบอกความหมายที่แตกต่างกันไปในแต่ละความหมาย บางคำที่หน้าที่ และความหมายแตกต่างกัน  แต่สังเกตง่ายๆๆ ถ้ามีความหมายเดียวก็จะไม่มีตัวเลขกำกับคะ

3. pronunciations วิธีการออกเสียง
ถ้าคำศัพท์นั้นๆ มีวิธีการออกเสียบแบบ
British English กับแบบ American English ไม่เหมือนกัน เขาก็จะกำกับวิธีการออกเสียงของทั้งสองแบบเอาไว้ให้ค่ะโดยจะใช้ IPA (International Phonetic Alphabet) คือสัญญลักษณ์ในการออกเสียงมากำกับไว้ เพื่อเราจะได้ออกเสียงได้อย่างถูกต้อง 
เช่นคำว่า dirty /'dз:ti; AmE 'dзr:ti/ ซึ่งก็คือ คำว่า dirty ในการออกเสียงแบบ British English ไม่ออกเสียง r, แต่ออกเสียง r ใน American English นั่นเองค่ะ

3.  Part of speech จะบอกว่า คำศัพท์นั้นๆ ทำหน้าที่อะไรได้บ้าง ดูตัวอย่างนี้นะคะ
dirty / adj., verb, adv. ในที่นี้คำว่า dirty สามารถเป็นได้ทั้ง adjective, adverb, และ verb ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ตรงไหนของประโยคค่ะ อันนี้ต้องดูที่รูปประโยคประกอบค่ะ

5. บอก special grammatical features   บอกหน้าที่อื่นๆ ของแกรมม่า
เช่น คำว่า advice (U) [uncountable] นามนับไม่ได้
 C = Countable  นามนับได้   Pl.  = Plural  พหูพจน์

6. บอก idiom  หรือคำที่นำไปทำเป็นสำนวน
เช่น คำว่า time มี idiom ที่ใช้คำว่า time อยู่หลายคำด้วยกัน เช่น and about time, ahead of behind time, ahead of your time, all the time, the whole time, at all times, at the best of times.

7. Example Sentence  มีประโยคตัวอย่างประกอบ
เพื่อให้เรานำคำศัพท์ไปฝึกใช้ให้ถูกต้อง และให้เราได้เข้าใจความหมายของคำศัพท์มากยิ่งขึ้น   เช่น
We finished 15 minutes ahead of time.

8. บอก synonyms (คำเหมือน)   และ antonyms  (คำตรงข้าม)   เช่น located : syn = situated.
เพื่อที่จะให้เราได้ทราบคำศัพท์อื่นๆ ที่มีความหมายเหมือน หรือตรงกันข้าม ทำให้เราได้ทราบศัพท์เพิ่มขึ้น ซึ่งบางเล่มใช้คำเหมือน synonyms ว่า also, see also, similar to  และคำว่าตรงข้าม antonyms บางครั้งก็ใช้คำว่า opp. (opposite) 

9. Stylistic Values  บอกลักษณะการใช้งานว่าเป็น formal (ภาษาทางการ) , informal(ภาษาแบบไม่เป็นทางการ), spoken (ภาษาพูด หรือภาษาปาก), technical(ศัพท์เทคนิค) เป็นต้นค่ะ
10.  Origin of the Word  คือการบอกที่มาของคำศัพท์ เช่น  ตัวย่อ L  คือมีที่มาจากภาษาลาติน  GK คือมีที่มาจากภาษากรีก  OF คือ old French ภาษาฝรั่งเศษในสมัยโบราณ เป็นต้น




·           Context Clues (การเดาคำศัพท์จากบริบท)
·            
·           context = คำ/ประโยครอบข้าง
·           clue = คำบอกใบ้
·           ศัพท์ที่เราไม่รู้ (unknow words) เป็นร้อยเป็นพัน ฉันเปิด dictionary ยังไงไหว แถมศัพท์บางคำยังมีหลายความหมายอีกด้วย ทำไงดีล่ะเนี่ย
·             
·           Dictionary ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าใจประโยคหรือเนื้อหาได้ทั้งหมด ต่อให้คุณหาทุกตัวอักษรก็ใช่ว่าคุณจะเข้าใจทั้งหมดทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคนเก่งภาษาอังกฤษ ไม่ใช่คนที่พก dictionary ติดตัวทุกเวลา และไม่ใช่คนที่มีคำศัพท์ในหัวเป็นพันเป็นหมื่นคำ แต่คือคนที่รู้จักเดาความหมายคำศัพท์จากบริบท (using context clues) และเข้าใจโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ (sentence structures) ได้เป็นอย่างดี
·            
·           ที่สำคัญ English for Science ของเรา ไม่อนุญาตให้ใช้ dictionary ในการสอบนะจ๊ะ งานเข้าแล้วสิ งานเข้าแล้วสิ ^^
·            
·           ทบทวนเทคนิคการเดาศัพท์จากบริบททั้ง 7 เทคนิคกันหน่อย มีตัวอย่างประโยคเพิ่มเติมนอกเหนือจากในห้องด้วยนะ 
·            
·           1. Definition Clues: เดาจากคำนิยาม/คำจำกัดความ
·            
·           เป็นการบอกความหมายของคำศัพท์ตรงๆ ชัดเจน ทำให้เรารู้ว่า หน้า = หลัง หรือ 1= 2 ตามที่สอนไปนั่นเอง วงเล็บ [...] ใช้ครอบส่วนขยายคำนาม (relative clause) เพื่อช่วยให้เราเข้าใจประโยคยาวๆ ได้ง่ายขึ้น เหมือนที่ทำให้ดูในเรื่อง Mammoth
·            
·           Description: http://uc.exteenblog.com/i-hope/images/bullet14.gif v. to be       = is / are / was / were = คือ
·           * A mammoth is a mammal [that lived during the Ice Ages].
·             แมมมอธ คือ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งที่อาศัยในยุคน้ำแข็ง

·            mean          = หมายถึง/ หมายความว่า
·            
·           * A glacier means an extremely large mass of ice [which moves very slowly, often down a mountain valley].
·             
·              ธารน้ำแข็ง หมายถึง ก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาที่เคลื่อนที่ช้ามาก มักจะไหลจากภูเขา 
·              ลงสู่หุบเขา
·            
·            
·            is/are called = ถูกเรียกว่า
·            
·           * People [who study the stars] are called astronomers.
·              
·                     คนที่ศึกษาเกี่ยวดวงดาว เรียกว่า นักดาราศาสตร์
·            
·            is/are known as = รู้จักกันในนาม
·            
·           *  Triangles [that are the same shape and size] are known as congruent triangles.
·            
·               สามเหลี่ยมที่มีรูปร่างและขนาดเท่ากันรู้จักกันในนามสามเหลี่ยมที่เท่ากันทุกประการ

·           2. Punctuation Clues: เดาจากเครื่องหมายวรรคตอน
·           เครื่องหมายวรรคตอนที่ตามหลังคำศัพท์บางคำ เป็นตัวช่วยบอกความหมายหรืออธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำศัพท์ที่อยู่ข้างหน้า  

·            comma (,)
      
·           * You can take an escalator, moving staircase, up to the second floor.
·               escalator= a moving staircase
·         dash (-)
·           * The goverment has to provide a new accommodation-place to live-for the people who are moving from the slum area.
·               accommodation = place to live
·            parentheses (วงเล็บ)
·           * Traffic signs tell drivers and pedestrians (walkers) what to do and what not to do while driving, riding and walking
·              pedestrians = walkers
·           
·           3. Contrast and Antonym Clues: เดาจากคำที่มีความหมายตรงกันข้าม
·            Description: http://uc.exteenblog.com/i-hope/images/bullet14.gif but/however/whereas
·           * The man was portly, but his wife was thin.
·              ผู้ชายคนนั้น portly แต่ภรรยาของเขาผอม
·            
·           เห็นคำว่า "but" หรือ "however" รู้ทันทีว่าประโยคหน้าและหลังขัดแย้งหรือตรงข้ามกัน
·           เดาได้เลยว่า portly น่าจะแปลว่า not thin หรือ ไม่ผอมนั่นเอง
·           คำว่า portly หมายถึง มีรูปร่างอ้วน เป็นคำที่ใช้แบบไม่เป็นทางการ และส่วนใหญ่ใช้กับผู้ชาย
·            
·           * The science project was easy, whereas the math homework was arduous.
·              โครงงานวิชาวิทยาศาสตร์ง่าย ในขณะที่การบ้านวิชาคณิตศาสตร์ arduous
·            
·           "whereas" เป็นอีกหนึ่งตัวที่แสดงให้เห็นความขัดแย้งของประโยคหน้าและหลัง
·           ดังนั้น ในเมื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ง่าย การบ้านคณิตศาตร์ต้องขัดแย้งหรือตรงข้ามกัน นั่นคือ arduous = not easy (difficult)
·            
·           
·          context clues อีก 4 ประเภทคะ
·         4. Restatement and Synonym Clues: เดาจากการพูดซ้ำหรือคำที่มีความหมายเหมือน
·          สังเกตจากคำว่า or หรือสังเกตจากการพูดซ้ำหรืออธิบายคำศัพท์ซ้ำ
·          
·          or
·         * The dromedary, or commonly called a camel, stores fat in its hump.
·         dromedary, หรือปกติเรียกว่าอูฐ, เก็บไขมันไว้ที่หนอกของมัน
·          
·         คำว่า "or" หรือ "or commonly called" บอกให้รู้ว่า dromedary สามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า อูฐ
·         dromedary คือ อูฐที่มีหนอกเดียว
·          
·         * Some plants catch and eat insects. They are called carnivorous or insect-eating plants.

พืชบางชนิดจับและกินแมลง พวกมันถูกเรียกว่า carnivorous หรือพืชที่กินแมลง

·         carnivorous = insect-eating
·         ประโยคแรกบอกอยู่แล้วว่าเป็นพืชที่กินแมลง และมาเน้นย้ำอีกทีด้วยคำว่า or insect-eating plants ชัดเจนที่สุด แต่อย่าลืมนะที่สอนไว้ แปลจากหลังมาหน้า insect-eating plants พืชกินแมลงนะ ไม่ใช่แมลงกินพืช
·           
·          restatement
·         * The mountain pass was a tortuous road, winding and twisting like a snake around the 

trees of the mountainside.

  เส้นทางภูเขาเป็นถนนที่ tortuous, คดเคี้ยว (winding) และบิดเป็นเกลียว (twisting)เหมือนงูท่ามกลางต้นไม้ตามไหล่เขา (mountainside)

·          
·         สังเกตจากการอธิบายซ้ำว่าถนนเป็นแบบคดเคี้ยวเหมือนงู เราก็พอเดาได้แล้วว่าถนนที่พูดถึงต้องเป็นเส้นทางที่คดเคี้ยวแน่นอน
·         tortuous = windding and twisting
·          ·                 
·         5. Example Clues: เดาจากการยกตัวอย่าง
·          
·         Markers: such as, for example, for instance, like
·          
·          such as
·         * Most condiments, such as pepper, mustard and ketchup, are used to improve the flavor of foods.
·         condiments ส่วนใหญ่ เช่น พริกไทย มัสตาร์ด และซอสมะเขีอเทศ ถูกนำมาใช้ในการปรุงรสอาหาร
·         condiments = เครื่องปรุงรสอาหาร สรุปได้จากตัวอย่างที่ให้ คือ พริกไทย มัสตาร์ด และซอสมะเขีอเทศ ทั้งหมดทั้งมวลเป็นสิ่งที่เราใช้ปรุงรสทั้งสิ้นจ้า
·         Description: http://uc.exteenblog.com/i-hope/images/bullet14.gif  for example
·         * This third grade was full of precocious children. For example, one child had learned to read at two and another could do algebra at the age of 6.
·            เด็กประถมปีที่ 3 ห้องนี้เต็มไปด้วยเด็กที่ precocious เช่น เด็กคนหนึ่งเรียนการอ่านได้ตั้งแต่ 2 ขวบ และ อีกคนสามารถทำพีชคณิต (แก้สมการ) ได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ
·         ดูจากตัวอย่าง (for example) ก็พอเดาได้ใช่ใหม่ว่าเด็กเหล่านี้ เก่งเกินวัย หรือเป็นเด็กอัจฉริยะ
·         precocious = very clever, mature and good at something
·         บางครั้งเราจะเห็นตัวย่อ e.g. ให้รู้ไว้ว่า ความหมายของมันเท่ากับ for example
·          Description: http://uc.exteenblog.com/i-hope/images/16795_106508.gif
·          6. Explanation Clues: เดาจากคำอธิบาย
·          การเดาแบบนี้ไม่ได้มี marker ให้สังเกต แต่ให้เราอ่านจากประโยครอบข้าง
·         * When you pilfer something, you steal in little amounts; an example would be taking pens from work. 

   เมื่อคุณ pilfer บางอย่าง คุณขโมยในปริมาณน้อย ตัวอย่างเช่นการเอาปากกามาจากที่ทำงาน

·         pilfer ถ้าเทียบกับภาษาไทยแบบที่เราพูดกัน ก็น่าจะเท่ากับ "จิ๊ก" หรือเปล่าหนอ ประมาณว่าหยิบของเล็กๆ น้อยๆ ไปโดยไม่ขอนุญาต
·         * I'm really hungry! That apple didn't appease my hunger. I want a sandwich now.
·            ฉันหิวมาก แอปเปิ้ลผลนั้นไม่ได้ appease ความหิวของฉัน ฉันต้องการแซนด์วิชอีกหนึ่งอันตอนนี้
·         ถ้ากินแอปเปิ้ล แล้วยังอยากกินแซนด์วิชอีกแสดงว่า แอปเปิ้ลนั้นไม่ได้ช่วยให้หายหิวเลย appease ในบริบทนี้จึงหมายถึง บรรเทา (ความหิว)
·         
·         7. General Knowledge Clues: เดาจากความรู้ทั่วไป
·         * The thought of eating a rat is abhorrent to most people.